การต่อสู้ครั้งเดียว ที่มีบันทึกไว้ว่าหนักที่สุด ของประวัติศาสตร์วงการกีฬา ในศึกชิงกันเป็นประมุขบ้านอัมพวัน ประธานโอลิมปิคไทย คราวนั้น!!!

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter

     ตามบันทึกของวงการกีฬา ที่กล่าวถึงคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรกีฬาที่เกิดขึ้น เพื่อประสานงานกับ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล เพื่อดำเนินงานในประเทศไทย  ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2491 จนถึงปัจจุบัน กับเรื่องที่มาของผู้ที่จะได้รับตำแหน่งประมุขขององค์กรกีฬานี้ หรือที่เรียกว่า ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ นั้น แทบจะไม่มีอะไรที่หวือหวาให้น่าติดตามเลย เพราะส่วนใหญ่ถูกเชิญ หรือถูกรั้งไว้เพราะฐานอำนาจต่างๆ แบบไม่มีการแย่งชิงหรือท้าชิงอะไรกันหนักหนาให้ได้เห็น

     ยกเว้นช่วงเดียว คือ ช่วงที่ “บิ๊กเหวียง” พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ซึ่งตอนนั้นนั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคของไทยมาแล้ว 1 สมัย คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2544 และ เมื่อหมดวาระแรก ก็จะมีการเลือกผู้นำกันใหม่ ที่กำหนดไว้เป็นวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2544 ที่วงการกีฬาตอนนั้นเงียบสงบ พร้อมทั้งคาดหมายกันว่า “บิ๊กเหวียง” จะต้องได้เป็นผู้นำองค์กรนี้ ที่เราคุ้นกันเรียกว่า “บ้านอัมพวัน” ต่อเป็นสมัยที่สองอีก 4 ปี แน่นอน เพราะช่วงนั้นผลงานดี และไม่มีใครที่จะคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง

     สื่อหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ นำเสนอข่าวเมื่อ 12 มีนาคม 2544 ก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งคณะทำงาน ในการประชุมสมัชชาใหญ่สามัญ ก่อนที่จะรู้ว่าใครจะได้เป็นประธานโอลิมปิคไทย จะได้คนเก่าจริงหรือไม่ เพียงไม่ถึงสิบวันนั้น ยังระบุว่า “บิ๊กเหวียง นอนมาประมุขบ้านอัมพวัน” และได้มีคำสัมภาษณ์บิ๊กเหวียง ที่ยืนยันพร้อมทำหน้าที่ต่อ และมองอนาคตการทำงานว่าจะพัฒนาด้านไหนบ้าง

     นั่นแสดงว่า ยังไม่มีกระแส อะไรที่จะมากระทบถึงท่านกับตำแหน่งนี้เลย

     ข่าวช่วงนั้นเงียบกริบ เนื่องจากทุกคนที่ติดตาม แม้แต่สื่อเองยังปล่อยวางการติดตาม เพราะคิดว่าคงง่ายเหมือนเดิม และ ไม่รู้ว่ามีคลื่นใต้น้ำที่เดินเกม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงกลุ่มคณะทำงาน-กรรมการบริหารชุดเดิม ที่ต้องยอมรับว่านำโดย พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ ที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคไทย และเป็นที่รู้กันว่า เป็น “เจ้าของพื้นที่” ตัวจริง

     การคิดจะล้มครั้งนี้ เป็นการรวมตัวเพื่อล้มคณะทำงานเก่า แต่เป้าหมายคือ ยังจะชู “บิ๊กเหวียง” ทำหน้าที่ประมุขบ้านอัมพวันเช่นเดิม

     ตามสายข่าวที่สื่อเขียนถึงกันในช่วงนั้นว่าอย่างนั้น

     ข่าวมาดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเดินเกมของทีมงาน “ที่คิดจะสู้นี้” มีเล็ดลอดออกมา ว่ามีการนัดคุยกันที่นั่นที่นี่ มีการเชิญผู้ที่มีเสียงคงคะแนน เพื่อล็อบบี้ขอเสียงวันเลือกตั้ง แต่คนชอบที่จะเดินตามก็มี และคนที่ไม่อยากหักทีม “บิ๊กจารึก”ก็มี เรื่องเลยไม่เงียบอยู่แค่กลุ่มที่คิดจะพลิกอำนาจ

     สื่อหนังสือพิมพ์ ทราบถึงเรื่องราว และออกข่าวก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สามัญ ที่มีวาระสำคัญ คือ การเลือกตั้ง แค่วันเดียว (20 มีนาคม 2544) ระบุชัด ๆ เลยว่า “ศึกอัมพวัน ชิงกันเดือด” โดยเนื้อหาก็คือ บิ๊กจารึกยอมรับว่าจะมีการแย่งอำนาจจริง และก็ประกาศชนขบวนการใหม่ ตามสไตล์

     โดยในเนื้อหาของข่าวนั้น มีชัดๆ ว่า พลตรีจารึก กล่าวว่า มีขบวนการนั้นกันเกิดขึ้น เพื่อจะรวบอำนาจไปดำเนินการแทนกลุ่มทำงานเดิม และบอกว่ารู้ตัวทั้งหมด ซึ่งเป็นคนกันเองทั้งนั้น  ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมานั้น คนกีฬาทำงานกันอย่างปรองดองมาตลอด จึงประกาศเลยว่าพร้อมสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เพราะการไม่คุยกันดีๆ ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน

     นั่นคือ เรื่องราวการต่อสู้ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในการชิงตำแหน่ง “ประมุขบ้านอัมพวัน” ตั้งแต่อดีตจนมาถึงวันนั้น และสื่อกีฬา ระบุว่า คืนก่อนวันที่จะมีการประชุมเลือกตั้งวันเดียวนั้น ทั้งสองฝ่ายตั้งวอร์รูม เตรียมสู้ศึกกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะล็อคการลงคะแนนในการเลือกตั้งนั้น ให้ผู้ที่ได้รับการเลือกอยู่ในกลุ่มตัวเอง (การเลือกตั้งนี้จะต้องเลือกกรรมการก่อน ก่อนที่กรรมการจะไปเลือกประธาน)

     และวันประชุมสมัชชาใหญ่สามัญ คือ วันที่ 21 มีนาคม 2544 ก็มาถึง โดยใช้ห้องประชุมที่โรงแรมเรดิสัน เป็นสถานที่จัด

     “เหวียงเก้าอี้หัก บิ๊กอ๊อดเสียบ” เป็นผู้นำบ้านอัมพวันคนใหม่ “จารึกชนะขาด” นี่คือประเด็นพาดหัวของสื่อ หลังจากการประชุมครั้งนั้นเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอะไรเป็นอะไร…ครบถ้วน

     โดยผู้มีสิทธิออกเสียงครั้งนั้น 46 เสียง จากกรรมการบริหารชุดเก่า 20 เสียง กรรมการจากสมาคมกีฬาต่างๆ ที่โอลิมปิคไทยรับรอง 25 เสียง และ ตัวแทนโอลิมปิกสากลของประเทศไทยอีก 1 เสียง

     ซึ่งทุกเสียงจะต้องเลือกกรรมการบริหารที่เสนอรายชื่อมาทั้งหมดให้ได้ตามจำนวนคือ 24 คน (ข้อบังคับกำหนดอีก 1 คน จะเป็นตัวแทนโอลิมปิกสากลของไทยโดยตำแหน่งและเมื่อรวมแล้วจะเป็น 25 คน) โดยผู้ถูกเลือกทั้ง 24+1 นี้จะไปเลือกประธานและแบ่งตำแหน่งหน้าที่กันตามข้อบังคับในธรรมนูญโอลิมปิคไทย

     การเลือก 24 คน ผลการลงคะแนนวันนั้น 21 คน ไม่มีปัญหา  แต่ หากอีก 3 คน มีปัญหา เพราะได้คะแนนเท่ากันคือ 24 คะแนน 4 คน เมื่อเป็นเช่นนี้ ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ 1 ใน 4 คน ที่มี 24 คะแนนเช่นกัน ก็ขอถอนตัวจากการที่จะได้รับการพิจารณาต่อ จึงเป็นอันว่าได้ กรรมการครบทั้ง 25 คน….จบ

     ส่วน “บิ๊กเหวียง” อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิคไทย ซึ่งถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการด้วยในคราวนั้น แต่มีคะแนนที่ถูกเลือกเพียง 21 คะแนน จึงไม่ได้ร่วมเป็นกรรมการกรรมการบริหารต่อ และต้องพ้นวงโคจร ในการจะเดินไปเป็นประธานบ้านอัมพวันต่ออีกสมัยโดยปริยาย

     และจากนั้น กรรมการส่วนใหญ่เลือกที่จะเสนอชื่อ “บิ๊กอ๊อด” พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา ตอนนั้นเป็นนายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำ และถูกเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารในคราวนี้ด้วย ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ ต่อจาก “บิ๊กเหวียง”

     The Station-THAI ก็ขอบันทึกเรื่องราวในเหตุการณ์ที่ได้ปรากฏนี้ไว้เท่านี้ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อใครอยู่ฝั่งไหนบ้าง ทั้งที่มีบันทึกจากสื่อไว้หมด แต่เพราะเชื่อว่า “คนวงการกีฬา” ล้วนเป็นผู้เสียสละ มีสปิริต และการแข่งขันในวงการกีฬา มีแพ้ มีชนะ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่การต่อสู้เพื่อชิงบ้านอัมพวันหนนี้…จึงควรจำแต่เหตุการณ์ ที่สำคัญครั้งนี้ว่ามันเคยมีเกิดขึ้นก็พอครับ

 

 

RANDOM

จ.บุรีรัมย์ เชิญชวนนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมประกวดหนังสั้น ในหัวข้อ “แบกเป้สะพายกล้อง ท่องเที่ยว 12 เดือน @บุรีรัมย์” ชิงเงินรางวัลรวม 35,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 20 ตุลาคม 2567

NEWS

ก.พาณิชย์ เดินหน้าจัดการประกวดรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม ปี 2568 “DEmark 2025″ ในธีม “THE LIVABLE CREATION” : สร้างสรรค์ อย่างน่าอยู่” มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หนุนคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่สากล

ททท. เชิญชวนประกวดภาพถ่ายแห่งความสุขจากการเดินทาง ในโครงการ Family Happy Trip หัวข้อ “ภาคกลางเที่ยวได้ทุกวัน” ชิงเงินรางวัล และบัตรเติมน้ำมัน มูลค่ารวมกว่า 40,000 บาท สมัครและส่งผลงานได้ ตั้งแต่บัดนี้ – 23 พ.ค.

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!